Avatar : The Way of Water

ช่วงสิ้นปี 2022 หนัง Action – Scifi ที่ทุกคนรอคอยไม่ใช่หนังจากจักรวาลใหญ่ที่เรารู้จัก แต่เป็น Avatar : The Way of Water ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ภาคต่อ หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในชื่อ Avatar ตั้งแต่ปี 2009 โดยหนังเรื่องนี้ได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง เจมส์ คาเมรอน เข้ามาดูแล และในภาคนี้ก็มีกำหนดฉายในวันที่ 14 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา ตอนนี้ลงจอพร้อมฉายให้แฟน ๆ ได้รับชมความอลังการงานสร้าง และสร้างความประทับใจให้อีกครั้งในรอบ 10 กว่าปีตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง

และชาว Dooleaw ของเรา ที่เป็นแฟนหนังอวตารตัวยงก็ได้เข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศสุดเจ๋งในระบบ3D มาเป็นที่เรียบร้อย ไม่พลาดกับการติดตามผลงานเด็ดชิ้นนี้อย่างแน่นอน ตามไปดูบทรีวิวและบทวิจารณ์หนังจากเรากันค่ะ

รีวิว Avatar : The Way of Water หนังที่ควรดูในโรง ตื่นตาตื่นใจกับภาพที่สวยเกินจริง

Avatar : The Way of Water กับการเดินทางใหม่ของ เจค ซัลลี่

จากโศกนาฏกรรมที่เผชิญในภาคแรก ครั้งนี้ เจค (Sam Worthington) อดีตนาวิกโยธินในร่างชาวนาวี ณ ตอนนี้กลายเป็นพ่อคนแล้ว และครอบครัวของเขา เนย์ทีรี (Zoe Saldana) ทั้งสองคนก็มีลูกด้วยกัน ทั้งลูกจริง ๆ อย่าง นาทายัม (Jamie Flatters) พี่ชายคนโต , โลอัค (Britain Dalton) น้องชายคนเล็ก , ตุกทีรี (Trinity Jo-Li Bliss) น้องสาวคนสุดท้อง รวมทั้งลูกบุญธรรมครึ่งคนครึ่งอวตารอย่าง คิรี (Sigourney Weaver) และ สไปเดอร์ (Jack Champion) เด็กมนุษย์แปลกแยกผู้ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาวี ต้องเผชิญกับเรื่องราวและปัญหาที่พิสูจน์ความรักระหว่างคนในครอบครัว

Avatar : The Way of Water กับการเดินทางใหม่ของ เจค ซัลลี่
Avatar : The Way of Water กับการเดินทางใหม่ของ เจค ซัลลี่

เนื่องจากมีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ทำให้รับมือได้ยากอย่าง หน่วยงาน RDA (Resource Development Administration) ที่มีเป้าหมายโดยเปลี่ยนจุดประสงค์จากการขุดหาแร่ ไปสู่การหาพื้นที่เพื่อให้มนุษย์ตั้งรกรากอาศัย ทำให้การรุกรานพื้นที่ของชาวนาวีบนดาวแพนโดรายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และด้วยความแค้นจากภาคก่อนของ พันเอกไมล์ ควอริตช์ (Stephen Lang) ที่กลับมาในร่างอวตารพร้อมล่าหัวเจค จนพวกเขาต้องอพยพไปยังดินแดนชายฝั่งทะเลของดาวแพนดอร่า และเข้าร่วมอาศัยอยู่กับชนเผ่า เม็ตคายีนา โดยมี โตโนวารี (Cliff Curtis) หัวหน้าเผ่า , โรนัล (Kate Winslet) ซาฮิคของชนเผ่า , ศิเรยา (Bailey Bass) ลูกสาวคนโต และ อาวนุง (Filip Geljo) ลูกชาย จึงต้องสอนครอบครัวของซัลลี่ให้อยู่กับวิถีแห่งสายน้ำให้ได้ พร้อมกับต้องรับมือกับภัยคุกคามที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม เพื่อหาหนทางปกป้องครอบครัวและต่อสู้ เพื่อเอาชีวิตรอด

ครอบครัวของเขาต้องเผชิญกับเรื่องราวและปัญหาที่พิสูจน์ความรักระหว่างคนในครอบครัว
ครอบครัวของเขาต้องเผชิญกับเรื่องราวและปัญหาที่พิสูจน์ความรักระหว่างคนในครอบครัว

เทคนิคภาพ การถ่ายทำ ความอลังการด้านกราฟฟิกยกให้ที่หนึ่ง

นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการประสบความสำเร็จในฐานะผู้สร้าง ที่สามารถนำเสนอมุมมองของ Avatar ได้แตกต่างกว่าภาคเก่าอย่างมาก โดยเฉพาะงานวิชวลเอฟเฟกต์ที่เรียกว่าหาจุดจับหรือจุดโป๊ะแตกได้ยากจริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่เหมือนจริงเท่านั้น แต่มันสมจริงสุด ๆ ในทุกรายละเอียด ทั้งผืนผิวน้ำ สัตว์ทะเลใต้น้ำ ปะการัง ที่ประโคมความเว่อร์ไว้ตั้งแต่เริ่มยั้นจบ ทั้ง Motion Capture ที่ทำให้การเคลื่อนไหวใต้น้ำของเหล่าร่างอวตารนั้นพลิวไหว และเป็นธรรมชาติ ซึ่งเบื้องหลังจากถ่ายทำก็พบว่า ตัวนักแสดงเองก็ต้องทำงานกันเป็นอย่างหนัก เพื่อให้องค์ประกอบการเคลื่อนไหวใต้น้ำสมบูรณ์แบบ พอเรนเดอร์ภาพออกมาจะได้ไม่ดูแปลกหรือตลกจนเกินไป

สมจริงสุด ๆ ในทุกรายละเอียด ทั้งผืนผิวน้ำ สัตว์ทะเลใต้น้ำ ปะการัง ที่ประโคมความเว่อร์ไว้ตั้งแต่เริ่มยั้นจบ
สมจริงสุด ๆ ในทุกรายละเอียด ทั้งผืนผิวน้ำ สัตว์ทะเลใต้น้ำ ปะการัง ที่ประโคมความเว่อร์ไว้ตั้งแต่เริ่มยั้นจบ

อีกส่วนที่น่าสนใจของ Avatar  ภาคนี้ คือการถ่ายทำด้วย High Frame Rate โดยในหนังจะใช้เฟรมเรต 2 แบบสลับกันไป อันไหนมีการเคลื่อนไหวเยอะ หรือเป็นฉากต่อสู้เยอะ ๆ อย่างเช่น ฉากแอ็กชัน ฉากบิน ฉากวิ่ง ก็จะใช้ Frame Rate ที่ 48 เฟรมต่อวินาที ส่วนฉากอื่น ๆ ก็จะกลับมาใช้ 24 เฟรมตามปกติ เพื่อให้ยังคงอารมณ์ความเป็น Cinematic ของหนัง และจากใจคนที่ดูแบบ 3D มา ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างเลยว่ามันไม่ใช่แค่ภาพเด้งแบบ Pop-Up เฉย ๆ แต่มันมีความลึก ความโค้งนูน ความคม สีสันที่ตระการตาสมจริง แสงและเงาดูดีจนเกินบรรยาย ยิ่งฉากยิงธนูของเนย์ธีรีคือสะดุ้งเลย เพราะมันเหมือนเสียบเข้ามาที่ตาเราจริง ๆ

ไม่ใช่แค่ภาพเด้งแบบ Pop-Up เฉย ๆ แต่มันมีความลึก ความโค้งนูน ความคม สีสันที่ตระการตาสมจริง
ไม่ใช่แค่ภาพเด้งแบบ Pop-Up เฉย ๆ แต่มันมีความลึก ความโค้งนูน ความคม สีสันที่ตระการตาสมจริง

เนื้อเรื่องที่ไปไม่สุด ทำให้ขาดความประทับไปแบบ งง ๆ

หากมาพูดถึงเรื่องของพล็อตและการดำเนินเรื่องของ Avatar นั้น ทำเอาคนชมอย่างเราไปไม่ถูกเหมือนกัน เพราะ 13 ปีที่รอคอย แต่มีแค่เรื่องของเทคโนโลยีงานภาพเท่านั้นที่ประทับใจ ส่วนทางด้านเนื้อเรื่องนั้น กลับกร่อยอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีการจัดเรียงเหตุการณ์ได้ไม่ซับซ้อนและต่อเนื่องกันจนจบ แต่ส่วนสำคัญหลัก ๆ ของเรื่องไม่ได้เป็นอย่างคาด เพราะเป็นเรื่องเล่าแบบพื้น ๆ เจคหนี พาครอบครับไปตั้งถิ่นฐานใหม่ เพื่อหลบความไม่สงบที่กำลังจะคืบคลาน พอโดนตามเจอก็เกิดสงคราม แถมยังเป็นตอนจบที่ชวนกระอักกระอ่วนเป็นที่สุด

แต่สิ่งที่เข้ามาแก้นั้นคงเป็นการเพิ่ม Love Line เข้าไปในหนัง ซึ่งสามารถทำออกมาได้ไม่แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีจนเอามาชูโรงได้ แค่เป็นการแซม ๆ ส่วนของรุ่นลูกเข้าไป เพื่อไม่ให้มันน่าเบื่อหรือจมอยู่แต่กับการแก้แค้นและการหลบหนี ซึ่งการดึงสัตว์ทะเลที่สวมจิตวิญญาณเข้ามาแทนที่ การแสดงให้เห็นถึงวัฎจักรของธรรมชาติ ก็เป็นอีกสิ่งที่สามารถเชื่อมโยงไปกับแก่นแท้ของอวตารได้ จากประโยคที่ว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ยืมมาจากธรรมชาติ นำเอามาใช้ สุดท้ายเราก็ต้องคืนไป ถือว่าในส่วนของการนำเสนอเรื่องราวของชีวิตอวตารนั้นเป็นเรื่องที่เข้ามาดึงให้ Avatar ไม่จมไปมากกว่านี้

เนื้อเรื่องที่ไปไม่สุด ทำให้ขาดความประทับไปแบบ งง ๆ
เนื้อเรื่องที่ไปไม่สุด ทำให้ขาดความประทับไปแบบ งง ๆ

บทวิจารณ์ที่ตีกันไปมา หาตรงกลางสรุปไม่ได้

ถึงแม้ว่า Avatar จะเป็นภาพยนตร์ที่ใครหลายคน อวยยศ และ ชูโรงว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดแห่งปี แต่ก็มีอีกเสียงที่ค้านขึ้นมาและมีคนเห็นด้วยไม่น้อย นั่นก็คือ เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกยี๋ เหตุผลนั้นคงไม่พ้น สังคมปิตาธิปไตยที่ปรากฎในเรื่อง ระบอบการปกครอง ประเพณีต่าง ๆ การกดขี่ผู้หญิง และอีกมากมาย ที่ถูกใส่เข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่อวตารกลับมาฉายในยุคที่ปัจจุบันที่คน Normalize เรื่องของสิทธิกันมากขึ้น ทำให้คนบางกลุ่มบอกว่าเป็นหนังที่ไม่น่าดูเลย สำหรับตัวผู้เขียนเองก็ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องดี ๆ เช่นกัน เพราะว่า ภาพยนตร์นั้นเป็นตัวสะท้อนสภาพสังคม การทำให้ผู้ชมสามารถวิจารณ์และตำหนิได้นั่น กลับเป็นประโยชน์ได้ อีกทั้งยังเป็นการสอนให้คนที่เข้ามาดู เลือกรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ไม่มีผิด ไม่มีถูก

ทางด้านของคนที่อวยยศ ส่วนใหญ่ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า Avatar เป็นหนังที่ควรเข้ามาดูในโรง ทางตัวผู้เขียนเองก็เห็นด้วยอีกเช่นกัน เพราะถ้าพูถึงเรื่องงานภาพ คือขอยกให้อยู่สูงสุดของห่วงโซ่ ยืนยันได้เลยว่าไม่มีใครที่สามารถทำได้แบบนี้ รวมถึงหนังจักรวาลนั้นด้วย ใครที่เป็นเด็กฟิล์ม หรือทำงานด้านภาพยนตร์ คงร้องไห้ออกมาไปตาม ๆ กัน เพราะงานภาพโหดขนาดนี้ สมกับ 13 ปีที่ทุ่มทุนสร้าง

เหตุผลนั้นคงไม่พ้น สังคมปิตาธิปไตยที่ปรากฎในเรื่อง ระบอบการปกครอง ประเพณีต่าง ๆ การกดขี่ผู้หญิง และอีกมากมาย ที่ถูกใส่เข้ามา
เหตุผลนั้นคงไม่พ้น สังคมปิตาธิปไตยที่ปรากฎในเรื่อง ระบอบการปกครอง ประเพณีต่าง ๆ การกดขี่ผู้หญิง และอีกมากมาย ที่ถูกใส่เข้ามา

ปูมหลังที่หนังยังไม่เฉลย ให้คนดูเดาทางเอาเอง

เด็กทารกที่วิ่งผ่านในตอนเปิดเรื่อง โตมาชื่อสไปเดอร์นั้น หลายคนคงสงสัยว่าเป็นลูกของใคร แต่สุดท้ายหนังก็เฉลยว่าเป็นลูกของผู้พันที่อ้างว่าเข้า Kio Sleep ไม่ได้ ซึ่งตรงจุดนี้มีคนสงสัยเยอะมากที่สุด เพราะความสัมพันธ์พ่อลูกของคู่นี้มีส่วนสำคัญไม่น้อยเลยกับบทในตอนท้ายที่อาจจะส่งต่อไปถึงภาคต่อไปด้วย

ทางด้านของ ดร.เกรซ ในร่างอวตาร ได้ปรากฎตัวออกมาในเรื่องสั้น ๆ และ คิริ เด็กสาวที่เกิดมาจากร่างอวตารนั้นก็เฉลยว่าเกิดมาจากโครโมโซมของเกรซด้วยเช่นกัน โดยในหนังก็ไม่ได้ให้คำอธิบายอะไรมากนัก แต่ก็พอจะเด่า ๆ ได้ว่า เอวาอาจจะส่งเกรซให้มาเกิดใหม่อีกครั้ง แต่ให้ทั้งคู่นั้นได้มีบทบาทแยกกันเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องของการสร้างเมืองใหญ่โตในตอนแรก กลับไม่ถูกพูดถึงอีกเลย แค่เสิรมเข้ามาแนะนำว่าพวกเขาต้องการสร้างโลกใหม่ที่มนุษย์จะมาอยู่ที่นี่ได้ เพราะโลกในตอนนั้นกำลังล่มสลายแล้ว แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรอีก คิดว่าน่าจะเอาไปเล่นในภาคต่อไปก็ได้

ปูมหลังที่หนังยังไม่เฉลย ให้คนดูเดาทางเอาเอง
ปูมหลังที่หนังยังไม่เฉลย ให้คนดูเดาทางเอาเอง

ความประทับใจของผู้เขียนที่มีต่อ Avatar : The Way of Water

จากใจแฟนหนังฟอร์มยักษ์อย่างอวตาร ส่วนตัวแล้วก็ชอบภาคแรกมากกว่าอยู่ดี ถึงแม้งานภาพจะได้ไม่อลังการเหมือนภาคนี้ แต่มันคือต้นฉบับ ที่เราต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบคนป่า ความคิด ความรัก การอนุรักษ์จิตวิญญาณ และการก่อสงคราม ตัวหนังในภาคแรกนั้นทำให้เราได้เติบโตไปพร้อม ๆ กับ เจค ซัลลี่ อีกทั้งเทคโนโลยีในเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ทำได้ถึงขนาดนั้น Avatar จึงขึ้นแท่นหนังน้ำดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ในขณะเดียวกัน ภาคนี้กลับโดดเด่นในเรื่องของงานภาพมากกว่า บทบทของตัวละครแต่ละตัว มีความสำคัญมากแทบทุกตัว จนมันแย่งและดูอัด ๆ กันให้จบม้วนไปหมด ทำให้เราโฟกัสใครไม่ได้เลย คาดว่าในภาคต่อ ๆ ไป จะมีการแก้ไขและการดึงจุดเด่น ๆ ออกมาใช้แบบไม่มั่วซั่วอย่างนี้ เพราะรวม ๆ แล้ว ในภาคนี้เป็นเหมือนการสร้างคำถาม ส่วนภาคอื่น ๆ เป็นคำตอบ

ความประทับใจของผู้เขียนที่มีต่อ Avatar : The Way of Water
ความประทับใจของผู้เขียนที่มีต่อ Avatar : The Way of Water

ตอนนี้ Avatar 2 วิถีแห่งสายน้ำ ได้เข้าฉายทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศแล้ว ทั้งในเครือ Major และ SF ใครชอบเสพย์งานภาพ งานเทคนิคของการถ่ายทำ ต้องไม่พลาดเข้าไปเก็บรายละเอียดทุกเม็ด ส่วนใครเป็นแฟนหนังก็อย่าลืมเข้าไปดูเพื่อย้อนความทรงจำที่หวนรำลึกได้ สนุกสุดเหวี่ยงไประบบ 3D และ 4DX ได้แล้ววันนี้

.

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ Dooleaw

By CNteam

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *