Call Me By Your Name

ภาพยนตร์นอกกระแสที่มีต้นฉบบับมาจากนวนิยาย ปี 2007 โดยนักเขียนชาวอเมริกันอังเดร อาซิมัน ‘Call Me by Your Name’ เรื่องราวที่เน้นความสัมพันธ์ที่โรแมนติกที่บานสะพรั่งระหว่างเด็กชายชาวยิวอเมริกัน-อิตาลีวัย 17 ปีที่ฉลาดเฉลียวและขี้สงสัยกับชาวอเมริกันเชื้อสายยิวอายุ 24 ปีที่มาเยือน นักวิชาการชื่อโอลิเวอร์ในปี 1980 อิตาลี นวนิยายเรื่องนี้บันทึกเรื่องราวความรักในฤดูร้อนของพวกเขาและอีก 20 ปีข้างหน้า ภาคต่อของนวนิยาย Find Meได้รับการปล่อยตัวในเดือนตุลาคม 2019 แต่พอถูกทำเป็นภาพยนตร์ก็มีกระแสตอบรับที่ดีอย่างคาดไม่ถึง

ความสัมพันธ์ที่โรแมนติกที่บานสะพรั่งระหว่างเด็กชายชาวยิวอเมริกัน-อิตาลีวัย 17 ปีที่ฉลาดเฉลียวและขี้สงสัยกับชาวอเมริกันเชื้อสายยิวอายุ 24 ปีที่มาเยือน
ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายวัย 17 ปีกับหนุ่มอายุ 24 ปีที่มาเยือน

เรื่องย่อหนัง ‘Call Me By Your Name’

เริ่มต้นช่วงฤดูร้อน ปี 1983 เรื่องราวของครอบครัวเล็ก ๆ ในเมืองเล็ก ๆ แถบอิตาลีตอนเหนือ ที่มีลูกชายวัยสิบเจ็ดอย่าง เอลิโอ ที่สนิทสนมอยู่กับสาวน้อยมาร์เซีย ที่ชอบพอเขาอยู่ เอลิโอมาอยู่ที่นี่ในช่วงหน้าร้อนทุกๆ ปี และทุกปีก็จะมีแชกคนหนึ่งมาร่วมพักอาศัยในบ้าน ครอบครัวนี้กำลังต้อนรับการมาของ โอลิเวอร์ ชายหนุ่มผู้สูงวัยกว่า โอลิเวอร์นั้นเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับเอลิโอเพียงชั่วคราว ด้วยภารกิจช่วยเหลือพ่อของเขา คุณเพิร์ลแมน ในการวิจัยด้านอารยธรรมกรีกโรมัน เอลิโอเริ่มแสดงออกบางอย่างต่อโอลิเวอร์ แรกเริ่มก็ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยชอบกันมากนัก ทว่าก็ไม่อาจปิดบังสัญชาตญาณภายในได้ ความสัมพันธ์ของเด็กหนุ่มวัย 17 กับชายหนุ่มสูงวัยกว่าจึงถือกำเนิดขึ้น

โอลิเวอร์นั้นเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับเอลิโอเพียงชั่วคราว ด้วยภารกิจช่วยเหลือพ่อของเขา
โอลิเวอร์นั้นเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับเอลิโอเพียงชั่วคราว

หนังชายรักชายที่ดูอบอุ่น อบอวล และเรียลเกินจนกว่าจะเป็นการแสดง

Call Me by Your Name มันเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของเกย์ออกมาในมุมที่ดูน่ารัก อบอุ่น ผสานไปกับองค์ประกอบอื่น ๆ ที่พาให้รู้สึกสบายใจกับความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ ขนาดคนดูที่ไม่ได้เป็นเกย์ ก็ยังรู้สึกไปด้วยว่า มันก็เป็นความรักที่เกิดได้ ไม่จำเพาะเจาะจงว่าโลกนี้จะต้องมีแค่ความรักสำหรับคนมีเพศตรงข้ามกันเพียงเท่านั้น

เรื่องราวเดินไปแบบเข้าใจง่าย ไม่ได้ซับซ้อนเกินจะเข้าใจ หนังมีเหตุมีผลในการเล่า หยิบเอาชีวิตการงานของพ่อและโอลิเวอร์มาเล่าเสริมเข้าไป แต่ก็มีเอลิโอยืนอยู่ในนั้น  หยิบเอามุมของเอลิโอที่ชอบเล่นเครื่องดนตรีโดยเฉพาะเปียโนเข้าไป ซึ่งก็ถูกใช้ในการเล่าเรื่อง ไม่ได้ใส่มาจนกลายเป็นส่วนเกินของหนัง

เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของเกย์ออกมาในมุมที่ดูน่ารัก อบอุ่น
เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของเกย์ออกมาในมุมที่ดูน่ารัก อบอุ่น

จุดแข็งของ Call Me by Your Name ที่เล่าเรื่องชายรักชายได้ธรรมชาติที่สุด

เรื่องการเดินเรื่อง ซึ่งด้วยตัวพลอตเดิมนั้นไม่ได้มีเนื้อหาสลับซับซ้อนอะไรอยู่แล้วในแง่บริบท แต่หนังลงน้ำหนักเต็มที่กับการเล่าในมุมของการสำรวจ เอลิโอ ตั้งแต่ตัวตนเดิมที่เขาเป็น จนกระทั่งมาเจอกับ โอลิเวอร์ หนังปูแบ็คกราวน์ในด้านอ่อนโยนของเด็กหนุ่มที่ดูภายนอกเหมือนจะมีเสน่ห์ไปในเชิงเพลย์บอยหน่อย ๆ ด้วยซ้ำ แต่ความอ่อนโยนตรงนั้นแหละ ที่ถูกขยายออกจนประตูอีกบานเปิดออก ตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขาเผยออกมา เจือปนกับความอยากรู้อยากเห็นและความสับสนในการค้นหาตัวเองในแบบฉบับหนัง coming of age

เจือปนกับความอยากรู้อยากเห็นและความสับสนในการค้นหาตัวเองในแบบฉบับหนัง coming of age
เจือปนความสับสนในการค้นหาตัวเองในแบบฉบับหนัง coming of age

องค์ประกอบของฉากที่น่าประทับใจ ถูกใส่เข้ามาให้หนังดูอบอุ่นขึ้นเป็นเท่าตัว

สิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ใน Call Me by Your Name คืองานภาพ ที่ดำเนินไปอย่างสมูท หนังจะถ่ายทอดฉากต่าง ๆ ได้อย่างมีเสน่ห์และน่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ตัวละครกำลังสุนทรีย์กับงานอดิเรกและบรรยากาศรอบข้างหรือฉากเศร้าที่สามารถทำให้เศร้าได้อย่างสุดอารมณ์ ฉากทุกฉากในหนังนั้นทำให้คนดูสามารถรู้สึกได้ว่าตนเองกำลังชมภาพศิลปะหรืองานอาร์ต ถึงขั้นที่ว่าไม่มีช่วงไหนที่สามารถละสายตาไปได้เพราะงานภาพและมู๊ดของหนังที่ทำให้อยากนั่งดูซึมซับเรื่องราวจนจบเรื่อง

งานภาพ ที่ดำเนินไปอย่างสมูท หนังจะถ่ายทอดฉากต่าง ๆ ได้อย่างมีเสน่ห์และน่าติดตาม
ภาพที่ดำเนินอย่างสมูท หนังจะถ่ายทอดฉากต่าง ๆ ได้อย่างมีเสน่ห์และน่าติดตาม

ประโยคหวานซึ้งที่แทรกความหมาย ที่กลายเป็นประโยคยอดฮิต

หากจะมีส่วนไหนที่รู้สึกขัดใจ ก็อาจจะเป็นฉากที่โอลิเวอร์พูดว่า “Call Me by Your Name and I’ll call you by mine” เพราะสำหรับคนดูอาจจะไม่อินกับบทพูดบทนี้และอาจจะรู้สึกงงหน่อย ๆ แต่ถ้าหากลองมานั่งคิดดี ๆ ก็พอจะเข้าใจได้ว่าทั้งสองมีความรู้สึกที่มากกว่าความรัก รู้สึกราวกับว่าเป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษและลึกซึ้ง พอมาลองคิดถึงจุดนี้แล้วประโยตข้างต้นเป็นประโยคบอกรักที่ลึกซึ้งที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี

Call Me by Your Name and I’ll call you by mine
Call Me by Your Name and I’ll call you by mine

เพลงประกอบสุดเพราะ ส่งเสริมอารมณ์ให้คนดูอินไปกับหนัง

เรื่องราวในเรื่อง Call Me by Your Name เอลิโอผู้มาพักร้อน วัน ๆ แทบจะไม่ได้ทำอะไร นอกจาก เล่นเปียโน อ่านหนังสือ ฟังเพลง เที่ยวเล่น แต่การมาของโอลิเวอร์ทำให้ฤดูร้อนนี้มีความหมายที่แตกต่างออกไป เด็กหนุ่มวัย 17 ผู้ยังค้นหาตัวเอง โดยในด้านความรักเขายังอยู่ระหว่างกลางของทางเลือกว่าจะมีความสัมพันธ์กับคนเพศไหนดี อีกส่วนเขาก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่มที่แสดงออกทางด้านความรักอย่างไร้เดียงสา คิดอย่างไรรู้สึกอย่างไร ก็แสดงออกไปอย่างนั้น ความสามารถพิเศษของเขาในการเล่นเครื่องดนตรีถูกหยิบมาใช้มากพอสมควรทีเดียวในหนังเรื่องนี้

เป็นเด็กหนุ่มที่แสดงออกทางด้านความรักอย่างไร้เดียงสา คิดอย่างไรรู้สึกอย่างไร ก็แสดงออกไปอย่างนั้น
เป็นเด็กหนุ่มที่แสดงออกทางด้านความรักอย่างไร้เดียงสา

หากมองเผิน ๆ Call Me By Your Name ก็คือหนังที่พูดเรื่อง coming of age ตามสไตล์หนังวัยรุ่นทั่วไป แต่หนังเรื่องนี้เรียกร้องให้คนดูมองลึกลงไปกว่านั้น เพราะมันพูดถึงอิทธิพลของสังคมรอบๆ ตัวละครด้วย เราคิดว่าการที่เอลิโอเติบโตมาในครอบครัวนักวิชาการน่าจะมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้ครอบครัวของเขาเปิดกว้างและพร้อมจะเข้าใจสิ่งที่เขาเป็น เราจะเห็นว่าพ่อและแม่ของเอลิโอเหมือนจะรู้เห็นถึงความสัมพันธ์ของลูกชายกับโอลิเวอร์มาตลอด ซีนเล็กๆ ที่เอลิโอนั่งอยู่บนรถกับแม่หลังจากโอลิเวอร์ขึ้นรถไฟกลับประเทศไป หรืออย่างฉากที่พ่อเรียกเอลิโอมานั่งคุยกัน ทุกซีนล้วนมีความหมายและสะท้อนกรอบความคิดของคนออกมาได้หมด

By CNteam

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *