barbie

Barbie The Movie กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในสื่อโซเชี่ยลแทบจะทุกแพลตฟอร์ม ความน่าสนใจเดียวของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “ผู้หญิง ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของปิตาธิปไตย” ที่ยิ่งดำเนินเรื่อง ยิ่งต้องพบกับความจริงที่เหล่าสาว ๆ ต้องเผชิญ จากฉากความเพ้อเจ้อสู่โลกอันโหดร้าย เส้นทางและการเดิมพันทั้งชีวิตเพื่อตามหาเป้าหมายและความเป็นตัวเอง อีกหนึ่งในภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การได้รางวัล

ภาพยนตร์ที่แฝงความเฟมมินิสต์สุดดาร์กไว้ภายใต้ปรัชญาสีชมพู
ภาพยนตร์ที่แฝงความเฟมมินิสต์สุดดาร์กไว้ภายใต้ปรัชญาสีชมพู

เรื่องราวของ Barbie The Movie ความเหมือนที่แตกต่างกันจากเวอร์ชั่นอนิเมชั่นและคนแสดง

Barbie The Movie จะพาทุกคนท่องโลกไปกับดินแดนแห่งสีชมพู “บาร์บี้แลนด์” เพื่อติดตามชีวิตอันสงบสุขและดำเนินตามแบบแผนของ ‘บาร์บี้’ (มาร์โกต์ ร็อบบี้) ตุ๊กตารุ่นยอดนิยม โดดเด่นและสวยที่สุดในเหล่าบรรดา Barbieland ควงคู่มาพร้อมกับตุ๊กตาผู้ชาย ‘เคน’ (ไรอัน กอสลิ่ง) แฟนหนุ่มสุดฮอตที่มีหน้าที่เป็นเพียงเคน นำเสนอเรื่องราวอันแสนปกติสุขตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน วนลูปแบบเดิมซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งบาร์บี้ได้นึกถึงความตาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอต้องออกเดินทางเพื่อผจญภัยไปในโลกแห่งความจริง ตามหาจุดใต้ตำตอ สาเหตุที่ทำให้เธอต้องพบเจอกับเรื่องผิดปกติ โดยที่ไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้ของเธอจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล

Barbie The Movie ความเหมือนที่แตกต่างกันจากเวอร์ชั่นอนิเมชั่นและคนแสดง
Barbie The Movie ความเหมือนที่แตกต่างกันจากเวอร์ชั่นอนิเมชั่นและคนแสดง
Barbie The Movie ความเหมือนที่แตกต่างกันจากเวอร์ชั่นอนิเมชั่นและคนแสดง

การขับเคลื่อนสังคมด้วยการสะท้อนมุมมองและการเสียดสี

ถ้าใครคิดว่า Barbie The Movie เป็นภาพยนตร์เบาสมอง ดูคลายเครียด ปัดตกได้เลย เพราะเนื้อหาหรือใจความสำคัญหลัก ๆ ของ Barbie The Movie คือหนังสำหรับผู้ใหญ่ที่ถ่ายทอดปรัชญาเฟมมินิสต์ในทุกจังหวะ ไม่ใช่รูปแบบการ์ตูนขายจิ้นชวนฝันแบบที่พวกเราเคยดูกันเมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่นี่เหมือนกับหนังสือที่เต็มไปด้วยองค์ความรู้เดิมที่ไม่เคยถูกนำมาพูดถึงเลยในแวดวงการภาพยนตร์

การขับเคลื่อนสังคมด้วยการสะท้อนมุมมองและการเสียดสี
การขับเคลื่อนสังคมด้วยการสะท้อนมุมมองและการเสียดสี

ด้วยสภาพสังคมยุคปัจจุบันนั่นเป็นช่วงของการตระหนัก จึงไม่แปลกที่จะมีภาพยนตร์แนวเฟมมินิสต์ขึ้นมาเพื่อปลุกระดมพลังหญิงให้ก้องโลก และ Barbie The Movie ก็ฉีกกฏจากเนื้อหาแบบต้นฉบับออกมาอย่างสิ้นเชิง โดนเน้นประเด็นไปที่ ‘ความเป็นผู้หญิงที่บาร์บี้ต้องเผชิญ’ ปรับความสนุกสนานให้หนังไม่เคร่งเครียดด้วยเพลงมิวสิคัล รวมทั้งการสอดแทรก Easter Egg เกี่ยวกับบาร์บี้ลงไป แม้แต่จุดกำเนิดของบาร์บี้ผู้กำกับก็จงใจใส่ลงไปเพื่อให้ความทามไลน์แห่งการเปลี่ยนแปลง

การขับเคลื่อนสังคมด้วยการสะท้อนมุมมองและการเสียดสี
การขับเคลื่อนสังคมด้วยการสะท้อนมุมมองและการเสียดสี
การขับเคลื่อนสังคมด้วยการสะท้อนมุมมองและการเสียดสี

Barbie The Movie ไม่ใช่หนังกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่เป็นหนังดาร์กที่ห่อหุ้มด้วยโลกสีชมพู

สิ่งที่คุณจะได้เจอหากได้เข้าไปนั่งดู Barbie The Movie นั่นคือ ความตลกร้ายที่สาดใส่หน้าคุณเข้าอย่างจัง แต่กลับมองว่ามันเป็นมุขที่เล่นกับขำ ๆ ทั้งที่มีใครบางคนไม่เคยขำ เพราะคุณจะต้องทนรับความเจ็บปวดเหนือจริงที่สอดแทรกทุกอารมณ์ ความรู้สึก ผ่านตุ๊กตาที่ขึ้นแท่นให้อยู่ในระบบบิ้วตี้สแตนดาร์ด (Beauty Standard) ซ่อนความขมคอภายใต้ความหวานของพลาสติกสีชมพูอันหอมหวานของเหล่าบรรดาบาร์บี้แสนสวย

Barbie The Movie ไม่ใช่หนังกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่เป็นหนังดาร์กที่ห่อหุ้มด้วยโลกสีชมพู
Barbie The Movie ไม่ใช่หนังกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่เป็นหนังดาร์กที่ห่อหุ้มด้วยโลกสีชมพู

ต้องขอยกความดีความงามให้กับ Mattel ที่สามารถสร้างภาพยนตร์ชมพูหวานแหววฟรุ้งฟริ้งให้ออกดาร์คจนขมกลืนไม่ไหว สะท้อนความจริงที่ผู้หญิงบนโลกแห่งความจริงต้องเจอและต้องทนอยู่ใต้ระบอบปิตาธิปไตย ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถแทรกเนื้อหาสารหนัก ๆ แบบภาพยนตร์ทั่วไปได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งมุมมองเรื่องราว Coming of Age มุมมองของการมองโลกของแต่ละสถานะบุคคล การเติบโต ความเพ้อฝัน ไปจนถึงขั้นแอบสะกิดการเมืองแบบเบา ๆ ยอมแม้กระทั่งให้ใส่เล่นมุกตลกร้ายแซะบริษัทตัวเอง ทั้งเรื่องของการพยายามใช้ Barbie เป็นตัว Empower ผู้หญิง แต่ผู้บริหารกลับมีแต่ผู้ชาย

Barbie The Movie ไม่ใช่หนังกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่เป็นหนังดาร์กที่ห่อหุ้มด้วยโลกสีชมพู
Barbie The Movie ไม่ใช่หนังกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่เป็นหนังดาร์กที่ห่อหุ้มด้วยโลกสีชมพู
Barbie The Movie ไม่ใช่หนังกระจุ๋มกระจิ๋ม แต่เป็นหนังดาร์กที่ห่อหุ้มด้วยโลกสีชมพู

อิทธิพลและตัวตนของผู้กำกับหญิง ‘เกรตา เกอร์วิก’ ทำให้ Barbie เป็นมากกว่าหนังที่ดัดแปลงมาจากอนิเมชั่น

แค่พูดถึง เกรตา เกอร์วิก (Greta Gerwig) ทุกคนก็น่าจะเข้าใจดีว่าทำไม Barbie ถึงเป็นมากกว่าภาพยนตร์ชวนเพ้อฝันในโลกสีชมพู เพราะอิทธิพลและการถ่ายทอดตัวตนของเธอต่อสู่สายตาคนนอกเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเฟมมินิสต์ไปอย่างโดยปริยาย แต่พอเทียบแล้ว Barbie The Movie ไม่ได้เป็นภาพยนตร์ที่ชูความเป็นเฟมมินิสต์จ๋าเท่า ‘Lady Bird’ หรือ ‘Little Women’ จึงทำให้บาร์บี้เป็นภาพยนตร์ที่สนับสนุนการอยู่ตรงกลางด้วยการนำเสนอปรัชญาของทั้งสองมุม แล้วให้คนดูได้คิดตามแบบไม่ยัดเยียด

‘เกรตา เกอร์วิก’ ทำให้ Barbie เป็นมากกว่าหนังที่ดัดแปลงมาจากอนิเมชั่น
‘เกรตา เกอร์วิก’ ทำให้ Barbie เป็นมากกว่าหนังที่ดัดแปลงมาจากอนิเมชั่น

และเหตุผลหลักที่ทำให้บาร์บี้ไม่ใช่หนังเฟมฯจ๋า นั่นเป็นเพราะว่า เกอร์วิกได้เล่าในส่วนของอำนาจปิตาธิปไตยให้เห็นผ่านตัวของ ‘เคน’ ที่ทั้งชีวิตต้องคอยไล่ตามบาร์บี้ เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่ในเมื่อลองเข้าไปพบกับโลกแห่งความจริงแล้วตัวเองนั้นกลับมีตัวตนในสายตาของคนทั่วไป เพียงแค่การกระทำบางอย่างทำให้ผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในโลกที่ผู้หญิงครองรู้สึกถึงการมีตัวตนของตัวเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วการปฏิวัติของเคนไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น กลับเป็นการกลบความน้อยเนื้อต่ำใจของการมีอยู่มากกว่า

 ‘เกรตา เกอร์วิก’ ทำให้ Barbie เป็นมากกว่าหนังที่ดัดแปลงมาจากอนิเมชั่น
 ‘เกรตา เกอร์วิก’ ทำให้ Barbie เป็นมากกว่าหนังที่ดัดแปลงมาจากอนิเมชั่น
‘เกรตา เกอร์วิก’ ทำให้ Barbie เป็นมากกว่าหนังที่ดัดแปลงมาจากอนิเมชั่น

Barbie The Movie ส่งไม้ต่อถึงตอนจบอย่างสวยงาม

เรื่องราวของบาร์บี้นั่นเกิดการผสมโรงของโลกความจริงและดินแดนแห่งความฝัน ที่เทียบกันไม่ติด สิ่งที่บาร์บี้ต้องเจอใน Barbieland ไม่เหมือนในโลกความเป็นจริง ที่ผู้หญิงมั่นใจได้แต่อย่ามากเกิน หญิงต้องสวยแต่ต้องไม่สะดุดตา ผู้หญิงต้องเก่งทุกอย่าง แต่ห้ามเพอร์เฟกต์เพราะจะโดนหมั่นไส้ ผู้หญิงต้องเป็นแม่ที่ดี แต่อย่าทำตัวเหมือนเป็นคนที่มีครอบครัวแล้ว ต้องห้ามแก่ ห้ามผอมแต่ต้องห้ามอ้วนเกิน

Barbie The Movie ส่งไม้ต่อถึงตอนจบอย่างสวยงาม
Barbie The Movie ส่งไม้ต่อถึงตอนจบอย่างสวยงาม

แถมยังเล่าผ่านความสัมพันธ์ระหว่าง คน-บาร์บี้ ทั้งวิกฤตการมีชีวิตอยู่ (Existential Crisis) การตั้งคำถามถึงเจตจำนงเสรี (Free Will)  ลากยาวไปจนถึงภาวะความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) ที่กำลังเกิดขึ้นกับเคนและอีกหลาย ๆ เคนได้อย่างไม่ติดขัด ไม่กระอากกระอ่วนชวนอึดอัด และตบท้ายด้วยสอนถึงการเป็นตัวเองได้ดีมากพอให้ตั้งมั่นในความซ้ายหรือขวา ขอแค่ให้อยู่ตรงกลาง มองอะไรให้กว้างขึ้นและยอมรับที่เป็นหนึ่งบุคคลที่ไม่ต้องสนใจกระแสหรือทิศทางของสังคม เป็นอิสระและตระหนักถึงตัวตน และ Empower ของตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาคอยกำหนด

Barbie The Movie ส่งไม้ต่อถึงตอนจบอย่างสวยงาม
Barbie The Movie ส่งไม้ต่อถึงตอนจบอย่างสวยงาม

ความเซอร์เรียลยั้นโปรดักส์ชั่น จวบจนถึงความทุ่มเทของทีมงานภาพยนตร์

อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้ Barbie The Movie เป็นภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การดูเพราะคุณภาพของโปรดักส์ชั่น ที่แทบจะไม่ใช้ CGI โดยลงทุนเช่า Studio เพื่อเนรมิต Barbieland ด้วยการเซตติ้งฉากแบบ Live Side ทำขึ้นมาจริง ๆ แม้แต่ดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จัดเต็มหมดเพื่อให้สมจริงแบบเซอร์เรียล มีช่างมาประกอบฉาก ทาสีพื้นหลัง ตกแต่งของเล่นให้สมจริงจนแทบจะเป็นบาร์บี้แลนด์จริง ๆ ไปแล้ว เน้นคุณภาพและความเหมาะสมตามเนื้อเรื่อง ถือว่าเป็นสเกลใหญ่ ทำให้รู้สึกน่าทึ่งจนรับรู้ถึงความทุ่มสุดตัวของผู้กำกับอย่างเกอร์วิก

ความเซอร์เรียลยั้นโปรดักส์ชั่น จวบจนถึงความทุ่มเทของทีมงานภาพยนตร์
ความเซอร์เรียลยั้นโปรดักส์ชั่น จวบจนถึงความทุ่มเทของทีมงานภาพยนตร์
ความเซอร์เรียลยั้นโปรดักส์ชั่น จวบจนถึงความทุ่มเทของทีมงานภาพยนตร์

โดยรวมแล้วเป็นภาพยนตร์แนวปรัชญาสะท้อนความดาร์กที่ซ่อนไว้ภายใต้ความหวานได้อย่างแนบเนียน มีหลายฉากที่เราอินมากจนถึงขั้นนั่งน้ำตาซึมแล้วร้องไห้ออกมาเพียงเพราะมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้อินเพราะตัวหนังมันเส้า แต่มันคือความเรียลที่เล่าเรื่องในรูปแบบเกินจริง ชอบทุกอย่างทั้งเนื้อเรื่อง การแสดงของนักแสดงแต่ละคน โปรดักส์ชั่นและแนวคิดเรื่องการนำเสนอ เป็นอีกหนึ่งในปีนี้ที่ขอไต่ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งประจำปี 2023

.

Barbie The Movie ฉายในโรงภาพยนตร์แล้ว ทั้งเครือ Major Cineplex และ SF Cinema

.

มีรีวิวภาพยนตร์อื่น ๆ ที่ Dooleaw – คลังเก็บรีวิวภาพยนตร์ ซีรีส์ อนิเมะ การ์ตูนมังงะ และเพลง

Nag J.

By Nag J.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *