blue beetle

Blue Beetle (บลู บีเทิล) เข้าฉายแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสตอบรับไม่ถึงกับดีหรือแย่ อยู่ในระดับกลาง ๆ แต่สำหรับหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่เรามีทั้ง Marvel ที่กำลังจะอ่อนกำลังลง และยังมีเหล่าฮีโร่จาก DC คนก่อน บอกตามตรงว่าเจ้า Blue Beetle ก็อาจจะไม่ทิ้งลายห่างพี่ The Flash ที่ไถลทิ่มไม่เป็นท่า รายได้ขาดทุนยับ อย่างไรก็ตาม มาดูกันว่าภาพยนตร์ที่ชูวัฒนธรรมละติน พร้อมฉากแอ็กชันสนุก ๆ ที่เราได้เห็นในคลิปตัวอย่าง จะทำให้เราประทับใจหนังเต็มรึไม่ วันนี้เราจะมารีวิวแบบหมดเปลือก

เรื่องย่อ ‘Blue Beetle’ (บลู บีเทิล)

‘Blue Beetle’ (บลู บีเทิล) จะเริ่มเล่าเรื่องของ ไฮเม่ เรเยส (รับบทโดย โซโล มาริดูเอญญา) เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่สุดไฟแรง แต่พอเขาได้กลับบ้านก็ต้องพบว่าที่ผ่านมาครอบครัวมีปัญหาทางการเงินขั้นรุนแรง แถมพ่อยังป่วยโดยไม่บอกเขาอีกต่างหาก หนุ่มคนนี้จึงต้องดิ้นรนหางานทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัว จนได้พบกับ เจนนิเฟอร์ คอร์ด (รับบทโดย บรูน่า มาร์เกอซีน) หญิงสาวทายาทผู้บริหารบริษัทคอร์ด อินดัสตรี

ซึ่งเธอได้สัญญาจะมอบงานให้เขาทำแลกกับเงิน ตอบแทนที่ไฮเม่โดนไล่ออกเพราะเข้ามาช่วยเธอจาก วิกตอเรีย คอร์ด (รับบทโดย ซูซาน ซาแรนดอน) ผู้เป็นป้าและผู้บริหารบริษัทคนปัจจุบัน ภารกิจที่เขาต้องทำคือ ต้องดูแลวัตถุโบราณชิ้นหนึ่ง และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของไฮเม่เปลี่ยนไป เพราะเขาได้พบกับ “สกาแรบ” ด้วงสีน้ำเงิน มันเลือกเขาเป็นร่างโฮสต์และเปลี่ยนเขาให้กลายเป็น “บลู บีเทิล” ตลอดกาล

เรื่องย่อ ‘Blue Beetle’ (บลู บีเทิล)
ไฮเม่ เรเยส (รับบทโดย โซโล มาริดูเอญญา)
เรื่องย่อ ‘Blue Beetle’ (บลู บีเทิล)
เจนนิเฟอร์ คอร์ด (รับบทโดย บรูน่า มาร์เกอซีน)

พล็อตหนังสูตรสำเร็จ เล่นประเด็นเดิม ๆ แต่ก็สนุกพอดูได้

Blue Beetle เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยการนำเสนอเรื่องราวความเจ็บปวดของตัวเอกในอดีตและการต่อสู้กับชีวิตปัจจุบันในช่วงแห่งการปกครองจักรวรรดินิยมอเมริกันผิวขาว สอดแทรกความเป็นการเมืองเข้าไปได้แบบกินง่าย ย่อยง่าย กระฉับกระเฉงและไม่ยืดเยื้อจนน่ารำคาน แถมจุดสำคัญของ Blue Beetle คือการเล่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว แทรกความตลกขบขันของมันแบบไม่มากไม่น้อย เพื่อเบี่ยงเบนจากใส่มุขแบบมีม และยอมรับเลยว่าก็ทำออกมาได้ดี หากเทียบกับสเกลของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์สเกลเล็กแบบนี้ก็ถือว่าไม่ได้แย่อะไร

พล็อตหนังสูตรสำเร็จ เล่นประเด็นเดิม ๆ แต่ก็สนุกพอดูได้
พล็อตหนังสูตรสำเร็จ เล่นประเด็นเดิม ๆ แต่ก็สนุกพอดูได้

ข้อเสียของมันที่ทำให้เหล่าคอหนังพูดอย่างน่าเสียดายคือเป็นหนังที่มีสูตรสำเร็จอยู่แล้ว ไม่มีอะไรสดใหม่หรือฉีกกรอบเลย ทั้งแนวทางการดำเนินเรื่องเดิม ๆ ที่มีวายร้ายและก็ต้องมีฮีโร่ ต่อสู้กันเพื่อช่วยสิ่งสำคัญและก็ต้องมีคนชนะ ซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ข้อดีของมันก็คือพล็อตสูตรสำเร็จเนี่ยแหละ ที่ยังเอาคนดูอยู่หมัดอยู่ดี อีกทั้งผู้กำกับอย่าง ก็ใส่ใจรายละเอียดเรื่องของวัฒนธรรมและขยี้บทความสัมพันธ์ได้ดี แต่เราเองมองว่ามันดูพยายามมากไปจนดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ แต่ยอมรับเลยว่าเหมือนกำลังนั่งดูอนิเมะแนวโชเน็นอย่างไงอย่างงั้น เด็กหนุ่มที่ต้องดั้นด้นใช้ชีวิตท่ามกลางความกดดันทุกอย่างที่ถากถางเข้าหา ต้องฮึดขึ้นสู้ต่อกรกับความชั่วร้ายอะไรทำนองนี้ ซึ่งเทียบความสนุกและเหตุผลไม่ได้เลยด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่เป็นหนังสูตรสำเร็จแต่ดึงมันออกไม่หมด

กลิ่นอายของวัฒนธรรมละตินสุดเชย ถูกบังคับให้เราต้องเข้าใจถึงพลังแห่งครอบครัว

เนื่องจาก Blue Beetle คือคอมมิกที่ปรากฏครั้งแรกใน Mystery Men Comics เมื่อปี 1939 ซึ่งถือว่าเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ในยุคแรก ๆ ของ D.C. และถูกนำมาดัดแปลงสู่จอภาพยนตร์ในปี 2023 ทำให้เรารู้สึกได้ย้อนกลับไปในช่วงนั้น ที่ยังคงความคลาสสิกในการเล่าเรื่องราวที่มาของฮีโร่ตามรูปแบบของหนังอเมริกัน และเพิ่มกลิ่นอายความเป็นละตินผ่านเรื่องราวในครอบครัว โดยการความโดดเด่นในการชูเรื่องราวความรักของครอบครัวที่มีความเป็นมนุษย์ซึ่งมันออกจะเชยไปนิด เพราะนั่นมันคือการย้อนวัฒนธรรมไปเมื่อเกือบ 80 ปีก่อน

กลิ่นอายของวัฒนธรรมละตินสุดเชย ถูกบังคับให้เราต้องเข้าใจถึงพลังแห่งครอบครัว
กลิ่นอายของวัฒนธรรมละตินสุดเชย ถูกบังคับให้เราต้องเข้าใจถึงพลังแห่งครอบครัว

ความสนุกที่หาได้จากภาพยนตร์ฮีโร่ทั่วไปในหลายจักรวาล

ฮีโร่ใหม่ที่ไม่ใหม่จาก DCU อย่าง Blue Beetle อาจจะมีการปูเรื่องและการนำเสนอที่ไม่ได้ดึดงดูดใจคนดูเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดขายที่สุดคือเรื่องของเอฟเฟกต์ CGI สุดตระการตา สวยงามเนียนตา สีสันสดใสจัดจ้านตู้มต้าม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแอบนั่งเกร็งเหมือนดูหนังฮีโร่เรื่องอื่น ๆ ฉากต่อสู้สุดดุเดือดก็กินอารมณ์คนดุได้ไม่แพ้เลยจากที่ได้ฟังคำบอกเล่าจากหลาย ๆ คนที่ได้เข้าไปดูแล้วก็ปรากฎว่าชมเรื่องงานภาพ งานโปรดักส์ชั่นมาเป็นอันดับหนึ่ง

ความสนุกที่หาได้จากภาพยนตร์ฮีโร่ทั่วไปในหลายจักรวาล
ความสนุกที่หาได้จากภาพยนตร์ฮีโร่ทั่วไปในหลายจักรวาล

แต่ก็ยังมีบางฉากหรือบางซีนที่ทำเอางงตาแตก เพราะมุมกล้องแปลก ๆ หรือช่วงแอคชั่นที่ไม่ลื่นไหลเพราะตัวของ Blue Beetle โดยหากพูดถึงความสามารถของพี่ด้วงฟ้าเราเองก็คิดว่ามันมีศักยภาพกว้างมากจนเกินไป ไม่มีขอบเขตให้เราได้ทำความเข้าใจเลยว่า ถ้าซัดแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น เหมือนจะทำได้ทุกอย่างแต่ไม่สุดสักทาง นั่นคือความน่าเสียดายถัดไปที่เราก็ค่อนข้างหงุดหงิดพอสมควร

Blue Beetle มี End Credit จบแล้วอย่าเพิ่งลุกไปไหน

ดูจบอย่าเพิ่งลุก เพราะมีเครดิตท้ายเรื่อง 2 คลิปให้ได้ดูกัน ซึ่งจะเป็นการปูทางการเดินทางและการผจญภัยในอนาคตของซุปเปอร์ฮีโร่ Blue Beetle รวมถึงฉากที่ชูให้เห็นถึงความเป็นวัฒนธรรมสุดละตินของตัวละครนี้ ถือว่าเป็นฉากที่เน้นให้เราเห็นว่านี่คือตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่ ที่มีโอกาสจะปรากฏตัวขึ้นอีกในอนาคตอย่างแน่นอน

Blue Beetle มี End Credit จบแล้วอย่าเพิ่งลุกไปไหน
Blue Beetle มี End Credit จบแล้วอย่าเพิ่งลุกไปไหน

เราไม่ได้จะบอกว่า Blue Beetle เป็นภาพยนตร์ที่ไม่คุ้มถ้าหากเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ เพราะเราก็มีส่วนชอบและไม่ชอบเหมือนคนอื่น ๆ อันไหนที่คิดว่ามันจริงกว่าตามนั้น เราว่าอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน เพราะบางคนอาจจะชอบการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ ความรักที่ดูจะซึ้ง ๆ กินใจ การร่วมด้วยช่วยกันพยายามก้าวผ่านความอยากลำบากและแรงกดดันจากสังคมนิยม Blue Beetle ก็เป็นอีกเรื่องที่เราขอแนะนำให้เข้าไปดู ถึงงานภาพหรือโปรดักชั่นบางช่วงบางตอนอาจจะไม่ว้าวเกมือนแอคชั่นที่ใส่เข้าไปในเหตุการณ์สำคัญ แต่เชื่อว่าก็แทนกันได้ไม่น้อยเลย

.

ไม่ได้รีวิวภาพยนตร์ฉ่ำแบบนี้มานานมาก ช่วงนี้เรากลับมาอัดหนังโรงฯแล้วค่ะ ใครที่อยากอ่านรีวิวก่อนไปดูหรือหลังดูหนังแล้ว สามารถเข้ามาถกเถียงกันได้ เรามีคอนเทนต์น่าสนใจและมีรีวิวหนังอีกเพียบที่ Dooleaw

Rita Rose

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *