The power of the dog

หนัง Netflix ดัดแปลงจากนิยายของ Thomas Savage เรื่อง ‘ The Power of the Dog ’ ของผู้กำกับ Jane Campion  เพิ่งจะกวาดสามรางวัลลูกโลกทองคำไปหมาด ๆ เป็นหนังคาวบอยที่สร้างความสดใหม่ให้กับหนังตระกูลนี้ด้วยการเล่าเรื่องแนวดราม่า บอกเล่าเรื่องแบบประณีตบรรจง เนิบช้า ค่อย ๆ ดิ่งลึกผ่านเรื่องราว 5 บทในเรื่องเดียวกัน แต่กลับน่าสนใจและเต็มไปด้วยอารมณ์ซึ่งปะทุอยู่ภายในคำพูด สีหน้า การกระทำ ไม่ต่างจากเสียงดังของปืนลูกโม่ในหนังคาวบอยแอ็กชั่น สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงตอนของหนังก็เทียบได้กับการยิงกราดจิตใจซะจนเละเทะเช่นกัน

บอกเล่าเรื่องแบบประณีตบรรจง เนิบช้า ค่อย ๆ ดิ่งลึกผ่านเรื่องราว 5 บทในเรื่องเดียวกัน
ล่าเรื่องประณีตบรรจง เนิบช้า ค่อย ๆ ดิ่งลึกผ่านเรื่องราว 5 บทในเรื่องเดียวกัน

เรื่องราวของหนุ่มคาวบอยในยุค 20 The Power of the Dog

เล่าเรื่องราวย้อนไปในปี 1925 รัฐมอนทานา สหรัฐอเมริกา ฟิล และ จอร์จ สองพี่น้องตระกูล เบอแบงค์ เป็นเจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสมบัติสืบทอดมาจากตระกูล พวกเขาแม้ว่าจะเป็นพี่น้องแต่ก็แตกต่างกันเหลือเกิน ฟีล พี่ชายชอบอยู่กับกลุ่มคาวบอย ทำงานกลางแจ้ง หยาบคาย เย็นชา ดูถูกถากถางน้องชายอยู่บ่อยครั้ง ส่วน จอร์จ น้องชายดูจะอ่อนโยนกว่า แต่งตัวสุภาพ มารยาทดี และแม้จะโดนถากถางอยู่เป็นประจำ ก็เหมือนกับว่าเขาทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับมันนัก 

จนวันหนึ่งเมื่อน้องชายอย่างจอร์จได้แต่งงานกับ โรส แม่หม้ายลูกติด และย้ายมาอยู่ร่วมบ้านกับฟิล ความอึดอัดอันนำไปสู่ปัญหาทั้งปวงได้เริ่มต้นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ ปีเตอร์ ลูกชายของโรส ปิดเทอมฤดูร้อนและกลับมาอยู่ที่ฟาร์ม เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ชายแบบเดียวกับฟิล 

เรื่องราวของหนุ่มคาวบอยในยุค 20
The Power of the Dog เรื่องราวของหนุ่มคาวบอยในยุค 20

รูปแบบพล็อตหนังสะท้อนความสัมพันธ์ของตัวละคร

ด้วยความยาวสองชั่วโมงเต็ม ‘ The Power of the Dog ’ ไม่ได้ดำเนินเรื่องด้วยพล็อตหวือหวา แต่ดำเนินเรื่องด้วยพัฒนาการและความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสี่คน โทนหนังคือดราม่าเข้มข้น ดูนิ่ง เย็นยะเยือก แต่กลับมีพลังในทุกฉาก กระทั่งฉากไคลแม็กซ์ก็ยังนำเสนอออกมาแบบไม่คาดคั้น สอดคล้องกับบรรยากาศธรรมชาติแบบชนบทของหนังที่มีเพียงภูเขา ทุ่งหญ้า แม่น้ำ ม้า วัว และสุนัข ซึ่งเมื่อผ่านการกำกับภาพของอารี เวกเนอร์ ก็กลายเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ ภาพสวยตราตรึงทุกฉาก

ขณะเดียวกันก็ซ่อนความหมายแฝงไว้อยู่บ่อยครั้ง คล้ายกับ ‘The Piano’ ที่แคมเปียนใช้วิธีใส่สัญญะไว้ในการกำกับภาพเช่นกัน เมื่อบวกกับดนตรีประกอบของ จอนนี กรีนวูด โดยเน้นการใช้เครื่องสาย สร้างความระทึกใจและว้าวุ่นใจได้ไปพร้อมกัน สิ่งสำคัญคือมาแบบน้อย ๆ ไม่โฉ่งฉ่าง แต่มาถูกจังหวะทุกครั้ง

โทนหนังคือดราม่าเข้มข้น ดูนิ่ง เย็นยะเยือก แต่กลับมีพลังในทุกฉาก
โทนหนังคือดราม่าเข้มข้น ดูนิ่ง เย็นยะเยือก แต่กลับมีพลังในทุกฉาก

การสร้างอำนาจและความแข็งแกร่งเพื่อปกปิดตัวตน

The Power of the Dog ในขณะที่ฟิลใช้ท่าทีแข็งแกร่งเพื่อแสดงอำนาจเหนือกว่า แต่ปีเตอร์กลับเลือกใช้ภาพความอ่อนแอ อ่อนต่อโลกให้คนภายนอกเห็น แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นทางเลือกในการ ‘เล่นเกม’ เพื่อความอยู่รอดในยุคสมัยนั้น ที่นอกเหนือจากเพศหญิง-ชาย ไม่ได้เป็นที่ยอมรับ เมื่อสังคมไม่มี Area ให้พวกเขา ก็อาจเป็นได้ที่จะพลิกคนคนหนึ่งให้กลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง ฟิล ยกย่อง บรองก์โก เฮนรี่ ในฐานะเพื่อนที่เป็นมากกว่าเพื่อน ผู้สอนวีถีลูกผู้ชายให้เขา สิ่งต่าง ๆ ซึ่งบรองโกได้ถ่ายทอดยังคงอยู่ในตัวของฟิลอย่างไม่อาจลืม 

เมื่อสังคมไม่มีพื้นที่ให้พวกเขา เป็นได้ที่จะพลิกคนคนหนึ่งให้กลายเป็นคนอีกคน
เมื่อสังคมไม่มีพื้นที่ให้พวกเขา เป็นได้ที่จะพลิกคนคนหนึ่งให้กลายเป็นคนอีกคน

ส่วนปีเตอร์ที่ดูมีความเป็นหญิงปรากฏค่อนข้างชัด ผ่านงานประดิษฐ์ดอกไม้ การแต่งตัวอย่างที่เหล่าคาวบอยมองว่าไม่แมนสักเท่าไร และก็เป็นฟิลเองที่พยายามฝึกให้เขาเป็นผู้ชายขึ้นด้วยการสอนขี่ม้า พาเข้าป่า รวมถึงการถักเชือกเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการล่าสัตว์ที่แสดงความเป็นชายอย่างแท้จริง

ซึ่ง The Power of the Dog เหมือนมอบความหมายแบบนั้น แต่ความหมายระหว่างบรรทัดก็พอจะมองเห็นและคิดตามได้ว่าฟิลมีความรู้สึกแบบชายรักชาย โดยเฉพาะกับบรองโกที่เขายกย่อง ดังจะเห็นได้จากฉากสำคัญในป่าลับ ผ้าพันคอ หนังสือของบรองโกที่เขาเก็บไว้ และเมื่อได้เจอกับปีเตอร์ แม้ภาพยนตร์จะไม่ได้อธิบายโจ่งแจ้ง แต่เชื่อได้ว่าฟิลต้องการเด็กหนุ่มคนนี้ ถึงแม้ว่าฟิลจะทำเปลือกให้ดูแข็งแกร่งอย่างไร สุดท้าย ‘อำนาจ’ จะอยู่ในมือคนที่เล่นเกมเป็น และคุมเกมทั้งหมดเอาไว้ได้

แม้ภาพยนตร์จะไม่ได้อธิบายโจ่งแจ้ง แต่เชื่อได้ว่าฟิลต้องการเด็กหนุ่มคน
แม้ภาพยนตร์จะไม่ได้อธิบายโจ่งแจ้ง แต่เชื่อได้ว่าฟิลต้องการเด็กหนุ่มคน

ความรู้สึกทับซ้อน ในดินแดนคาวบอยยุค 20

สังคมชาย-หญิงที่ได้รับการยอมรับ เป็นภาพลักษณ์ที่เราคุ้นเคย แต่การมีความรักให้กับคนเพศเดียวกันในเวลานั้น แม้ว่าไม่ได้รับการยอมรับ แต่ใช่ว่าไม่มีอยู่จริง โดย Thomas Savage แต่งนิยาย The Power of the Dog ในปี 1967 อ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อเขาเดินทางไปอยู่กับแม่ที่แต่งงานเข้าไปในครอบครัวเจ้าของฟาร์ม ส่วนตัว Thomas Savage เองก็มีความคล้ายคลึงคาแรกเตอร์ของปีเตอร์แม้ว่าตัวเขาเองจะแต่งงานมีครอบครัวในภายหลังก็ตาม

การมีความรักกับคนเพศเดียวกันในเวลานั้น แม้ว่าไม่ได้รับการยอมรับ แต่ใช่ว่าไม่มีอยู่จริ
การมีความรักกับคนเพศเดียวกัน แม้ว่าไม่ได้รับการยอมรับแต่ใช่ว่าไม่มีอยู่จริง

หนังอยากบอกอะไรกับคนดู

สำหรับใครที่เคยดูแล้วอาจจะไม่เข้าใจที่หนังจะสื่อ รวมแล้วเป็นหนังสัญลักษณ์อีกเรื่องที่ไม่ได้อธิบายความหมายเนื้อเรื่องทั้งหมด หากแตกประเด็นเก็บรายละเอียดตั้งแต่หนังเริ่มก็จะเข้าใจ มีการถกเถียงกันในโซเชี่ยลว่าแท้จริงแล้วทำไมตอนจบถึงเป็นแบบนั้น มีหลายคนคิดไป ต่าง ๆ นานา ว่าเป็นปีเตอร์หรือเปล่า ? ต้องไปหาคำตอบกันได้ที่ Netfilx

By CNteam

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *